2007/Jun/02

ภาษาปาก (Vulgar Language)

ภาษาปาก (Vulgar Language) คือ ภาษาสแลง หรือภาษาที่ใช้ในหมู่คนที่สนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี การใช้ภาษาอาจไม่คำนึงถึงความถูกต้องทางไวยากรณ์ มักใช้ในการพูดสื่อสารมากว่าภาษาเขียน แต่อาจพบได้มากในข้อเขียนประเภทข่าวในหนังสือพิมพ์รายวัน บทความวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์รายวันและนิตยสารบ้าง

คำเฉพาะกลุ่มและคำเฉพาะวงการ

คำเฉพาะกลุ่ม หมายถึง คำที่ใช้ในกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มผู้สูงอายุ หรือภาษาถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นใต้ ภาษาส่วย ภาษาไทพวน ภาษายะกูร ฯลฯ ส่วนคำในวงการ หมายถึง คำที่ใช้พูดหรือสื่อสารเป็นที่เข้าใจเฉพาะวงการนั้น ๆ หรือในกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพเดียวกัน คำเหล่านี้อาจจะเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศ คำที่สร้างขึ้นใหม่หรืออาจจะสร้างสำนวนใหม่ ๆ ขึ้นใช้ก็ได้ ในกรณีที่มีการกำหนดศัพท์ใช้ในวงการนั้นอย่างเป็นทางการ เรียกว่า ศัพท์เทคนิค

หลักการใช้คำเฉพาะกลุ่ม

1. ควรทำความเข้าใจความหมายของคำนั้น ๆ ให้ชัดเจน เพราะคำ ๆ หนึ่งอาจมีความหมายแตกต่างไป เมื่อปรากฏใช้ในต่างกลุ่มชน เช่น คำว่า รักษา ในภาษาไทยมาตรฐานหมายถึง เยียวยารักษา ดูแลอาการไข้ หรือเจ็บป่วยให้หายเป็นปกติ แต่ในภาษาไทยถิ่นใต้ หมายถึง เลี้ยง เช่น รักษาเป็ด รักษาไก่ รักษาหมู หมายถึง เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เป็นต้น การศึกษาความหมายให้ถ่องแท้ จะทำให้การสื่อสารนั้นไม่ผิดพลาด สับสน ประสบผลสัมฤทธิ์ในที่สุด

2. ภาษาเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า คำคะนอง หรือ สแลง เป็นคำที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่นานก็เสื่อมความนิยมและเลิกใช้ไปในที่สุด การใช้คำกลุ่มนี้ต้องเข้าใจว่าใช้เพื่อทำให้เกิดความหมายเชิงอารมณ์ ทำให้ภาษามีสีสัน มากกว่าเพื่อสื่อความหมายที่ชัดเจน เนื่องจากคำคะนองนั้น บางครั้งก็ไม่สามารถบอกความหมายที่แท้จริงได้ เพราะใช้ตามกันมาในสถานการณ์ที่กลุ่มกำหนดขึ้น จนกลายเป็นภาษาของกลุ่มตน เช่นโก๊ะกัง เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง ไม่ดี ต่ำ น่าตลก ขบขัน ขยายได้ทั้งคำนาม และคำกริยาได้ทุกคำ ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น หล่อนอย่าทำตัวโก๊ะกังได้ไหม เป็นต้นกิ๊ก เป็นคำนาม หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ถึงขั้นการเป็นคู่รักเด็กแนว เป็นคำนาม หมายถึง เด็กรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า

หลักการใช้คำเฉพาะวงการ

1. คำเฉพาะวงการเป็นศัพท์พิเศษที่คนนอกวงการอาจจะไม่เข้าใจ ในกรณีที่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับวงการต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องศึกษาวงคำศัพท์ในวงการต่าง ๆ ให้ถ่องแท้ เพื่อที่การสื่อสารนั้นจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่นแขวนนวม เป็นศัพท์ที่พบในวงการกีฬา ใช้กับนักมวยที่เลิกอาชีพต่อยมวย แขวนไมค์ เป็นศัพท์ที่พบในวงการบันเทิง หมายถึง นักร้องที่เลิกร้องเพลง

2. ศัพท์เฉพาะวงการคำบางคำมีความหมายโดยนัย การรู้ความหมายตรงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ จึงจำต้องทราบว่าคำ ๆ นั้นมีความหมายไปในเชิงบวก หรือเชิงลบ เพื่อจะได้เลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม เช่น แรงซื้อ เป็นศัพท์ในวงการหุ้น หมายถึง มีปริมาณการซื้อขายมาก เช่นเดียวกับคำว่าติดเพดาน ทั้งสองคำนี้มีความหมายในเชิงบวก แต่เราจะไม่ใช้คำว่า ปั่นหุ้น อย่างเด็ดขาด แม้ว่าจะหมายถึง มีปริมาณการซื้อขายมากเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีความหมายในเชิงลบ เพราะการปั่นหุ้น คือ การทำให้หุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีปริมาณการซื้อขายมากขึ้น หรือลดลงผิดปกติเพื่อหวังเก็งผลกำไรในภายหลัง

คำสแลงหรือภาษาสแลง

คำสแลง เป็นถ้อยคำ หรือสำนวน ที่ใช้เข้าใจกันเฉพาะกลุ่ม หรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ภาษาที่ยอมรับกันว่าถูกต้องตามหลักภาษา

คำสแลงสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทคือ

1. คำสแลงแท้

2. คำสแลงไม่แท้

คำสแลงแท้นั้นมีรูปที่ให้ความหมายเชิงสแลงได้โดยไม่ต้องพึ่งปริบท และสามารถจำแนกประเภทตามที่มาได้เป็น 6 ประเภท คือ

1. คำเปลี่ยนเสียงหรืออักขรวิธี

2. คำผวน

3. คำยืม

4. คำกำหนดให้มีเสียงเลียนธรรมชาติ

5. คำกำหนดให้สื่อความหมายด้วยเสียง

6. คำประสมขึ้นใหม่

คำสแลงไม่แท้นั้น เกิดจากการนำคำที่ใช้กันอยู่ในภาษาปกติมาใช้ในปริบทแล้วเกิดความหมายใหม่เป็นความหมายเชิงสแลง

ระบบการทำให้เกิดคำสแลงนี้อาจนับได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของสมรรถนะภาษาของผู้พูดภาษาไทย เพราะผู้เขียนคอลัมน์ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำคำมาใช้เป็นสแลงและสร้างคำสแลงขึ้นใหม่ได้อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา แม้ในการสัมภาษณ์เขาจะบอกไม่ได้ขัดเจนว่าเขามีวิธีการอย่างไร

ตัวอย่างคำสแลง เช่น

  • แห้ว (ชื่อพันธุ์ไม้ หัวใช้กินได้) หมายถึง ไม่สมหวัง
  • บ๊วย (ชื่อพันธุ์ไม้ ผลใช้กินได้) หมายถึง ที่สุดท้าย หรือ ที่โหล่

  • เชย หมายถึง ไม่ทันสมัย มีที่มาจากตัวละครชื่อลุงเชยในนิยายชุดสามเกลอ ซึ่งมักจะทำอะไรเปิ่นๆ ไม่ทันสมัย

ตัวอย่างคำสแลงในปัจจุบัน เช่น

วันนี้โปร่ง หมายถึง .......... ประมาณปลอดโปร่งเพราะแฟนไม่มา
ยาวไป หมายถึง .......... เที่ยวกลางคืนจนดึกดื่นถึงเช้า
ห่าน หมายถึง .......... สาวสวยมากๆ
จิ๊บ หมายถึง .......... ดีใจหรือเวลาเจอหนุ่มหล่อ
จีว่า หมายถึง .......... เวลาเห็นใครแต่งตัวหรือแสดงออกเกินความจำเป็น
miss you โคตรๆ หมายถึง .......... คิดถึงมาก ๆๆ
เฟิร์ม หมายถึง .......... ตกลงในการนัดหมาย
เ.ยก หมายถึง .......... น่าเกลียด ขี้เหร่มาก
ขี้เม้ง หมายถึง .......... พวกที่ชอบวีน ขี้โวยวาย ด่าเก่ง ปากจัด หน้าตาบูดบึ้ง
อิม หมายถึง .......... มาจาก impossible หมายถึง พวกเด็กเรียน คือสามารถทำเรื่อง (เรียน) ที่ยากๆ ที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้
อึบ หมายถึง .......... เด็กเรียน
ทึก หมายถึง .......... เด็กเรียน
ทำเนียน หมายถึง .......... ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทำเป็นพวกเดียวกัน ทำตัวกลมกลืน
สึม หมายถึง .......... ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทำเป็นพวกเดียวกัน ทำตัวกลมกลืน
เชิง หมายถึง .......... พวกที่เป็นเซียนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ได้
นอย หมายถึง .......... มาจากพารานอย ก้อคือ วิตกกังวลไง
เนิบ หมายถึง .......... สบายๆ ไม่ยุ่ง
ป๊อก หมายถึง .......... หลับ
โปร หมายถึง .......... คนที่เราแอบชอบ
โอ หมายถึง .......... โอเค
ปู๊ หมายถึง .......... แฟน
กิ๊ก หมายถึง .......... มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน
สิ่งอัน หมายถึง .......... ทุกสิ่งทุกอย่าง
เกิร์ป หมายถึง .......... โง่ แบบ ควาย
เซี๊ยะ หมายถึง .......... ยุยง
เซี๊ยว หมายถึง .......... เพี้ยมาจากคำว่าเสี่ยว ก้อ แปลว่า เสี่ยวไง
เอ้าท์ หมายถึง .......... เชย ตกกระแส โอ๊ย ไม่ไหวๆ
วัยรุ่นเซ็ง หมายถึง .......... ไม่ได้ดั่งใจตัวเองหรือว่า เซรงไง แต่พูด
เทรนดี้ หมายถึง .......... อินเทรน ทันกระแส ตามกระแส และก้อ ล้ำ มากๆ

ZONE สีม่วง หมายถึง .......... บุคคลอันตราย ดูแร้ว ไม่น่าไว้ใจ
ซับแหมน หมายถึง .......... เหมือน HI! ไง ก้อ ทักทาย อ่า
ซับโบร๋ หมายถึง .......... หวัดดี
สตรอเบอร์รี่ หมายถึง .......... ก้อ ตอแหลไง คระ
กั๊ก หมายถึง -- แฟนของกิ๊ก .กทีนึงอะ
เบๆ หมายถึง .......... ง่าย ๆ ทำได้ อย่างสบายๆ เรยน๊าคระ
เงือม หมายถึง .......... งู อ่านะ
GeT หมายถึง .......... เข้าใจ อันนี้คงได้ยินบ่อยแร๊ว สินะ
MOdIfY หมายถึง .......... ปรับปรุง เปลียนแปลง ตรงตัวมากเรย
ปาดหน้าเค้ก หมายถึง .......... ถูกเหยียดหยาม
FakE หมายถึง .......... โกหก ตรงตัว .กแร๊น
HALLA หมายถึง .......... ฮัลโหล เวลา รับ โทร อะสับ
ป๊อด หมายถึง .......... ปอด หรือว่า ขี้กลัวอะ หรือ ประมาณ ว่าไม่กล้า
เซอ หมายถึง.......... ติดดิน ง่ายๆ ไม่เลิศไม่หรู เป็นคนสบายๆ เหมือนสมถะไง
เหนี่ยว หมายถึง -- ต่อย ทำร้ายร่างกาย
เด็กแนว หมายถึง .......... เด็กที่ชอบทำตัวตามกระแส
เซด หมายถึง .......... พูด
WaNNaBE หมายถึง .......... พวกจอมปลอม
NiGGa หมายถึง .......... คุณสำลี ขาวมากๆๆ
โหนว หมายถึง .......... หนัง X ก้อหนังอย่างว่า
ต็อกต๋อย หมายถึง .......... กระจอก
ผีผ้าห่ม หมายถึง .......... มี SEX
สาวก หมายถึง .......... แฟนพันธ์แท้ หรือว่า แฟนคลับ
เตอกราย หมายถึง .......... คงกระพันธ์
กิ๊กก๊อก หมายถึง .......... ปัญญาอ่อน ติ๊งต๊อง ไร้สาระ ห่วยแตก
G.B. หมายถึง .......... GENERAL เบ๊ คนรับใช้ทุกอย่าง
อัฟเฟรด หมายถึง .......... น่าเกลียด ทุเรศ
แท่ม หมายถึง .......... พูด
กิ๊บ หมายถึง .......... เจ๋ง
จ๊อๆ หมายถึง .......... แย่ๆจิงๆ
หงุ๊งหงิ๊ง หมายถึง .......... งง
โจ๊ะ หมายถึง .......... มัน ถ้าโจ๊ะๆ ก้อ มันๆ แบบว่าสนุกสนาน
OPTION แรง หมายถึง .......... เครื่องแต่งตัวแพงมากๆ รวมทั้งตัวดูแล้วอลังการ อย่างเช่น เด็ก HIP HOP ที่แต่งตัวแบบครบๆ แบรนด์ของแท้
ตุ้ยหลิง หมายถึง .......... ติ่งเอฟฟี่ -- ผู้ชาย - ผู้หญิง
สลัมบอมเบย์ หมายถึง .......... ต่ำสุด ๆ
ไม่ใส่จิว หมายถึง .......... ไม่ใส่ใจจริงๆ
อัลตร้าโมด้า หมายถึง .......... อันตรายมาก ๆ
เอ็นซู หมายถึง .......... ทำตัวน่าเอ็นดู ห่วงใย
ชิซูกะ หมายถึง .......... ตะกละ กินไม่เลือก
แกสบี้ หมายถึง .......... แก่มาก ๆ
เบยากู้ หมายถึง .......... พวกผู้หญิงที่ชอบแย่งจิกผู้ชายแข่งกับกะเทย
บูยาเก้ หมายถึง .......... ผู้ชายที่ชอบกะเทยสุด ๆ
สเมล เวลคัม หมายถึง .......... กลิ่นเหม็น
ออนป้า หมายถึง .......... แสดงความเป็นป้าออกสู่สายตาประชาชน

คำคะนอง

เมื่อกล่าวถึงคำคะนอง หลายๆท่านอาจสงสัย แต่หากกล่าวถึง คำ Slang (สแลง) หลายท่านอาจร้องอ๋อ... ซึ่งในความหมาย ของพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 ให้ความหมายว่า สแลง เป็นถ้อยคำที่ใช้เข้าใจกันเฉพาะกลุ่มหรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง บ่อยครั้งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า คำประเภทนี้มีใช้เฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น หากแต่ปรากฏหลักฐานว่า "คำคะนอง" นั้นมีอยู่ในหนังสือแบบเรียนภาษาไทยของพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย อาจารยางกูร) เล่มที่ชื่อว่า "อนันตวิภาค" ซึ่งกล่าวถึงคำคะนองไว้มีใจความว่า กุลบุตรพึงศึกษาให้รู้จัก คำสูง คำต่ำ คำหยาบ คำละเอียด คำละเมียด คำคะนอง แสดงว่ามีการใช้คำคะนองคู่กับคำละเมียดมาก่อน เช่นเดียวกับคำสูงคู่กับคำต่ำ และคำหยาบคู่กับคำละเอียดนั่นเอง มีผู้รู้หลายท่านในปัจจุบันกล่าวถึงคำคะนองไว้มาก ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง บทร้อยกรองของ ดณ.สวนิต ยมาภัย ที่กล่าวถึงคำคะนองไว้ ดังนี้
คำคะนองมิใช่ของควรรังเกียจ เป็นของคู่คำละเมียดที่มีอยู่
รู้จักยกขึ้นมาเปรียบเทียบกันดู จึงจะรู้ค่าของคำนำปัญญา
ให้เข้าใจในน้ำหนักของคำพูดก่อให้เกิดพหูสูตเมื่อศึกษา
เปรียบเทียบวัจนลีลาใช้ภาษาต่างสถานต่างกาลกัน
อันภาษาทุกภาษาในโลกนี้ล้วนแต่มีคำคะนองเป็นแม่นมั่น
ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ผู้ใช้รู้เท่าทันย่อมสมควร
คำคะนองต้องศึกษาให้แยบคาย ช่วยกันอภิปรายไต่สวน
ความหมายว่าอย่างไรให้ทบทวน สรุปเป็นสำนวนละเมียดละไม
แต่งประโยคตัวอย่างให้แลเห็น พอเป็นแนวทางกำหนดได้
คำนั้นนั้น สื่อความฉันใด รับรู้กันไว้เป็นแนวทาง
หากทำได้เช่นนี้มีคุณค่า ฝึกปัญญาฝึกไว้ไม่เว้นว่าง
เรียนภาษาอย่าปล่อยปละละวางไม่เหินห่างคิดเขียนเพียรจงดี
ในบทร้อยกรองข้างต้นนี้มีประเด็นสำคัญๆที่ควรพิจารณา คือ
1. คำคะนองไม่ใช่คำที่น่ารังเกียจ แต่เป็นคำประเภทหนึ่งในภาษาไทยที่น่าจะต้องศึกษาให้มองเห็นความหมายหรือนัยสำคัญ อันจะก่อให้เกิดความคิดและเพิ่มพูนสติปัญญาได้
2. การศึกษาคำคะนอง จะช่วยให้เข้าใจน้ำหนักของคำพูด ก่อให้เกิดความรู้ที่กว้างขวงต่อไป
3. ภาษาทุกภาษาในโลกล้วนมีคำคะนองใช้ทั้งสิ้น หากผู้ใช้ใช้ด้วยความเข้าใจหรือโดยรู้เท่าทันย่อมเกิดประโยชน์
4. วิธีศึกษาคำคะนองนั้น ต้องร่วมกันกำหนดและสรุปความหมายให้ชัดเจนแน่นอน
กล่าวโดยสรุป คำคะนองนั้นถึงแม้จะเป็นคำพูดที่ไม่อาจจัดได้ว่าเป็นคำมาตรฐาน แต่ก็เป็นคำในภาษาที่สามารถนำมาใช้ในการสื่อสารได้ในโอกาส สถานที่ที่เหมาะสมก็จะช่วยทำให้การสื่อสารนั้นสัมฤทธิ์ผลได้ดีเช่นกัน
ตัวอย่างคำคะนองที่ใช้กันในปัจจุบัน เช่น
ชะนี หมายถึง คำที่ชายไม่จริงหญิงไม่แท้นิยมใช้เรียกผู้หญิงแท้ๆที่ตนกล่าวถึง
กิ๊บเก๋ หมายถึง น่ารัก เด่น สะดุดตา (คำเดิม เก๋แต่นำมาซ้อนเสียงให้เป็น 2 พยางค์)
เดิ้น หมายถึง ทันสมัย ทันยุค (กร่อนมาจากภาษาอังกฤษ Modern)
เหวอ หมายถึง งงงันเพราะคาดไม่ถึง (ลักษณะคำอุทานหรือกริยาเมื่อเวลาพบสิ่งที่ทำให้ ตกใจเพราะคาดไม่ถึง) ฯลฯ

ภาษาเด็กแนว

ภาษาเด็กแนวคือความวิบัติของภาษาหรือคือวิวัฒนาการทางภาษา ภาษานั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ภาษาตาย คือ ภาษาที่ไม่ใช้แล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว เช่น ภาษาละติน มักใช้ในศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้ไม่มีการคลาดเคลื่อนอีก

2. ภาษาทียังไม่ตาย ก็ภาษาต่างๆที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้แหละคะ เราเปรียบว่าเป็นภาษา เหมือนคน คือ ภาษาที่ยังมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเสียง ความหมาย รูปคำ เปลี่ยนได้ก็ยังไม่ตา เหมือนเปลี่ยนสีผม เปลี่ยนเสื้อผ้า บางครั้งก็นานๆที่เปลี่ยน บางครั้งก็เปลี่ยนบ่อยๆ บางครั้งแทบไม่ได้เปลี่ยนเลย ภาษาที่เด็กแนว ถ้าเทียบตามหลักภาษาไทย คงจะเรียกได้ว่า ภาษาคะนอง ก็คือภาษาที่เกิดจากความตะนอง มักพูดกันในเฉพาะกลุ่ม เข้าใจกันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่ภาษาชนิดนี้ บางคำก็อยู่นาน บางคำก็ตายไว บางคำก็เปลี่ยนความหายไปอีก เช่น คำว่า จ๊าบ แต่เดิมเป็นคำคำนอง หมายถึง เจ๋ง เยี่ยม เท่ห์ แต่ตอนนี้ถ้าโดนใครเรียกจ๊าบแสดงว่า โดนว่าว่าไม่ได้เรื่อง เป็นต้น ในส่วนหนึ่งครูคิดว่าไม่วิบัติหรอกคะถ้าเราไม่นำมาใช้ในสังคมกลุ่มใหญ่ เช่น การใช้ภาษาในโทรทัศน์ เพราะเด็กมักจะจดจำแล้วเลียนแบบการใช้คำในทางที่ผิด จนบางครั้งไม่รู้ว่าความหมายของคำคำนั้น คืออะไร จนใช้ผิด สื่อสารผิด เกิดโทษมหันต์ นั้นละคะวิบัติแน่ แต่ถ้าถามว่าเป็นวิวัฒนาการไหม ความหมายของคำว่าวิวัฒนาการน่าจะเป็นความหมายในแง่บวกมากกว่าลบ ถ้าใช้มากเกินไป ไม่ดูกาลเทศะ สถานที่ กลุ่มคน สื่อสารผิด เกิดผลเสียมากมาย ก็เห็นทีจะแย่นะคะ อย่างนี้ไม่น่าเรียกว่าวิวัฒนาการ น่าจะเรียกว่า ความเสื่อมของการใช้ภาษา ซึ่งคนที่ต้องรับผิดชอบก็ไม่ใช้ใครหรอกคะ เจ้าของภาษานี่แหละ คนไทยเราทุกคน ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจอันดีของผู้ส่งสารและรับสาร ฉะนั้นไม่ว่าเราจะเป็นใคร มีบทบาทหน้าที่อะไร ขอให้ใช้ภาษาให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นภาษาเขียน ภาษาพูด ภาษาปาก คำคะนองหรืออื่นๆ ตราบใดที่ภาษายังไม่ตาย ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่แท้ แต่จะเปลี่ยนไปในทิศทางใด เราคนไทยทั้งนั้นที่เป็นผู้กำหนด

ภาษาเด็กแนว คือ ภาษาที่คนกลุ่มหนึ่ง (วัยรุ่น) ได้คิดขึ้นมาใช้เอง โดยดัดแปลงจากภาษาเดิม หรือเอาภาษาเดิมมาใช้แต่ความหมายต่างกันและภาษาเด็กแนวคือวิบัติหรือวิวัฒนาการทางภาษา ตัวอย่าง เช่น

อัยสุย หมายถึง --แต่งตัวไม่เข้ากับสถานที่
จูบู้ หมายถึง --เจอผู้หญิงที่แต่งตัว sexy
ห่าน หมายถึง --สาวสวยมากๆ
เหียก หมายถึง --น่าเกลียด
ขี้เม้ง หมายถึง --ชอบวีน ชอบโวยวาย
ทำเนียน  หมายถึง --ทำไม่รู้ไม่ชี้
ป๊อก หมายถึง --หลับ
กลุ่มอิด หมายถึง --พวกมีอิทธิพล
สิ่งอัน หมายถึง --ทุกสิ่งทุกอย่าง
กั๊ก หมายถึง --แฟนของกิ๊ก
G.B. หมายถึง --คนรับใช้ เบ๊
ซับโบร๋ หมายถึง --หวัดดี
เด้ง หมายถึง --หน้าขาว
ตู้ หมายถึง --เด็กเรียน
ชิว หมายถึง --เบลอๆ ลอยๆ เหมือนพวกอดนอน
รั่ว หมายถึง --ไม่คิดก่อนพูด
เบลอใส่ หมายถึง --อาการไม่พอใจ
แพ้ฝุ่น หมายถึง --ราคาแพง
เกิร์ป หมายถึง --โง่แบบควาย
เซี้ยว หมายถึง --เพี้ยนมาจากคำว่าเสี่ยวก็เสี่ยวไง
แบ้ว หมายถึง --ทำน่าซื่อ หรือ อาจจะซื่อจริงๆก้อได้
เจี๋ยมเจี้ยม หมายถึง --เรียบร้อย
หน้าเงือก หมายถึง --น่าตาไม่ดี
เจ๊าะแนะ หมายถึง --จีบ
ดิ๊ว หมายถึง --ขโมย
แท่ม หมายถึง --พูด
ดัดจร หมายถึง --ดัดจริต
น้องโบ หมายถึง --เชย(น้องโบราน)
เฟค (Fake) หมายถึง -การสร้างจินตนาการ/การหลอกตัวเอง
สุดตีน หมายถึง -ที่สุดของที่สุด
โออิชิ หมายถึง -เกิดอาการชาตามร่างกาย
หรูไฮ หมายถึง -ดูดีมีฐานะ
สปก. หมายถึง -หนีเอาตัวรอดไปก่อนเพื่อน (เสือกไปก่อน)
มีองค์ หมายถึง -ใช้เรียกเพื่อนชายที่เป็นเกย์
ด๋อย หมายถึง  -เชยๆ เสี่ยวๆ
ชิลๆ หมายถึง -ง่ายๆ สบายๆ
สวยเป๋อ หมายถึง -ผู้หญิงสวยแต่ซุ่มซ่าม
เพียวเค็ม หมายถึง -คนที่งกมากๆ
ชีเลส หมายถึง -ดี้
ฮีเลส หมายถึง -ทอม
สะแอ๋ง หมายถึง -ชอบสอดเรื่องชาวบ้าน
ตะไบ หมายถึง -เสริมแต่ง
สลิ่ม หมายถึง -สีสันเสื้อผ้าที่ตัดกันมากเช่น เขียวกับชมพู
เหียก หมายถึง -หน้าตาขี้เหร่มากๆ

ศัพท์กะเทย เช่น...

สลัมบอมเบย์ หมายถึง -ต่ำสุดๆ
กระต่ายป่า หมายถึง -ผู้ชายที่ยังไม่รู้อะไร ดูซื่อๆ
แก่นเซี้ยวเยี่ยวราด หมายถึง -กะเทยที่ไม่เรียบร้อย
สะดือด่วน หมายถึง -ไวในเรื่องเพศ
กทม. หมายถึง -กะเทยเก๊กแมน
ดัดจร หมายถึง -เวิร์บช่อง 3 ของดัดจริต
มิสเปรู หมายถึง -มีเงินเท่าไรให้ผู้ชายหมด
ลูกนายก หมายถึง -ถูกผู้ชายยกเค้าไปหมด
ฉ่ำสะมิหลา สงขลาปัตตานี แฟนตาซีภูเก็ต หมายถึง -เริ่ดหรูหาอะไรเปรียบไม่ได้
ช่อราษฎร์ หมายถึง -แย่งแฟนเพื่อน
ปาดหน้าเค้ก หมายถึง -แย่งผู้ชายที่คนอื่นหมายปอง
ซุงแหล หมายถึง -เวิร์บช่อง 3 ของตอแหล
ซิซูกะ หมายถึง -ตะกละ
ออนป้า หมายถึง -แสดงความเป็นป้าสู่สายตาประชาชน

ศัพท์คุณหนู เช่น...

ฝนเริ่มตั้งเค้า หมายถึง -มีใจให้กันหรือตกหลุมรัก
ล็อกอิน (Login) หมายถึง -เชื่อมต่อ
คุณพระช่วยกล้วยทอด หมายถึง -คำอุทานเวลาตกใจ
ขำๆ หมายถึง -สนุกๆ
เต่ากัดยาง หมายถึง -ช้ามากๆ


ศัพท์บ้านๆ เช่น...

อย่างหรอย หมายถึง -รากศัพท์มาจากภาษาใต้ แปลว่าสุดยอด เยี่ยมยอด
ต๊ะต่อนหยอน หมายถึง -รากศัพท์มาจากภาษาเหนือ หมายถึงชิลๆ เวอร์ชั่นคำเมือง
คุณนายหอยหอม หมายถึง -หญิงวัย 30 ขึ้นไปแต่งตัวเก่ง ไม่ทำงานช็อปปิ้งอย่างเดียว
กะเทยลุ่มน้ำโขง หมายถึง -สาวประเภทสองที่แต่งกาย แต่งหน้าสีสันฉูดฉาด
สรีระกล้ามเป็นมัด โหนกแก้มสูง
ปริมณฑล หมายถึง -คนไม่ทันสมัยและออกเชยๆ

สรุป

จากที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า ในทุกแขนกอาชีพ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องการใช้ภาษาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การสื่อสารสัมฤทธิผลตามจุดประสงค์ สิ่งที่สำคัญที่ผู้ใช้ภาษาต้องตระหนักคือ ใช้ภาษาให้ถูกกับระดับของภาษา ให้เหมาะแก่กาลเทศะและกลุ่มเป้าหมาย ต้องเรียนรู้ถ้อยคำภาษาเฉพาะกลุ่มและเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับรูปแบบในการสื่อสารว่าเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน โดยเฉพาะในแวดวงนิเทศศาสตร์ ผู้จะทำงานด้านสื่อสารมวลชนต้องใส่ใจในการใช้ภาษาที่เกี่ยวข้องกับแวดวงวิชาชีพของตนให้มากเป็นพิเศษ ในบทต่อไปนี้จึงขอนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้ภาษาที่จำเป็นสำหรับผู้ที่จะประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในวิชาชีพนี้ ได้แก่ เรื่องของสำนวนโวหารแบบต่างๆ ภาษาวงการวิทยุกระจายเสียง ภาษาวงการวิทยุโทรทัศน์ ภาษาวงการโฆษณา และภาษาวงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารในสังคมปัจจุบัน